ปีเตอร์ เปิดใจ ชีวิตที่ไม่ได้เป็นตามฝัน เมื่อครั้งหนึ่งเคยอยู่ในช่วงต้องเจอมรสุม

ปีเตอร์ เปิดใจ ชีวิตที่ไม่ได้เป็นตามฝัน เมื่อครั้งหนึ่งเคยอยู่ในช่วงต้องเจอมรสุม

“ปีเตอร์ คอร์ป ไดเรนดัล” ไบเกอร์หนุ่มมาดหล่ออีกทั้งยังควบตำแหน่งพิธีกรรายการ “RIDE WITH ME ขี่ตามฝัน ซีซั่น 2” ที่นำเสนอเรื่องราวที่สวยงามของความเป็นไทยตามจังหวัดต่างๆ ทางภาคอีสานในแบบบันเทิงมากกว่าสารคดี ที่ช่อง 3 SD 28 โดยล่าสุดนักแสดงหนุ่มมากความสามารถที่อยู่ในวงการบันเทิงมานานนับสิบปี ได้ออกมาเปิดใจกับ Sanook! ถึงเส้นทางในชีวิตที่ไม่สวยหรูเหมือนอย่างที่ตั้งใจไว้ พร้อมทั้งบอกเหตุผลถึงการที่ตัดสินใจไม่ออกมาพูดเรื่องราวในครอบครัวทั้งหมดผ่านสื่อมวลชนจนทำให้ตนต้องโดนกระแสโจมตีอย่างหนักในช่วงเวลาดังกล่าว

“ผมว่าการอยู่ในวงการบันเทิงมันสนุก มีงานไม่ซ้ำซาก เปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ ตามสถานการณ์ อาจจะช่วงขึ้นหรือลง มีความท้าทายหรือง่าย แต่ในที่สุดชีวิตไม่ได้ซ้ำเดิม”

ในวงการบันเทิงไม่ได้มีเฉพาะช่วงเวลาที่มีความสุข แล้วช่วงเวลาที่ทุกข์เรารับมือยังไง ?
“ผมว่าเราต้องแยกแยะให้ออกว่าอะไรคืออะไร ในช่วงที่ทุกข์มันทุกข์เพราะอะไร ถ้าเรารู้เดี๋ยวมันก็จะมีทางออก อย่าให้มันมากลายเป็นเรื่องใกล้ตัวเราเกินไป เพราะมันคืองานสาธารณะที่ทุกคนจับตามอง”

ในยุคนี้โซเชียลมีผลกับตัวนักแสดงค่อนข้างเยอะ แต่ในทางกลับกันก็มีคนมักเข้าไปต่อว่าเราได้ง่ายขึ้น พอเจอเหตุการณ์แบบนี้ท้อไหม ?
“โห โดนเพียบเลยครับ (หัวเราะ) มันเป็นเหมือนเทรนครับ ถามว่าท้อไหมมันก็มีเหนื่อยใจหน่อยแต่เราต้องเข้าใจว่าอะไรคืออะไร เรื่องบางเรื่องผมไม่เคยออกมาอธิบายเพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องของภายในครอบครัว ในจุดยืนของความเป็นลูกผู้ชายมันไม่ควรพูดอยู่แล้ว ถ้าไหนๆ มีการพูดขึ้นมาปุ๊บคนที่ต้องมานั่งรับเอฟเฟคก็คือลูก ในระยะยาวหากลูกโตขึ้นแล้วได้อ่านข่าวก็อาจจะโดนเพื่อนๆ ล้อ ซึ่งมันไม่มีประโยชน์ที่จะไปพูด มันเป็นผลทางด้านลบมากกว่าที่จะต้องออกไปเคลียร์เรื่องละเอียดอ่อนแบบนี้ผ่านข่าว ผมเลยเลือกที่จะอยู่นิ่งๆ แต่ที่ผมรู้สึกก็คือในช่วงที่ผมไม่ได้ออกไปอธิบายอะไรแทนที่เรื่องจะเงียบไปแต่กลับกลายเป็นเรื่องที่สะสม คนก็จะอินแล้วสุดท้ายมันก็จะกลายเป็นเทรนที่บางคนต้องเข้ามาด่าผมวันละครั้งในไอจี ผมยังเก็บโพสต์ไว้อยู่นะถูกคนด่า 2-3 หมื่นคน (ยิ้ม)”

“แต่จริงๆ แล้วผมเข้าใจนะไม่ได้เครียดอย่างเดียว บางทีพอมีข่าวออกมาจะจริงหรือไม่จริงคนไม่สนแล้ว บางทีพาดหัวมาแต่เนื้อในไม่มีอะไรแต่การพาดหัวต้องพาดประมาณนี้ซึ่งบางคนอ่านแค่นี้ก็จะมาด่าแล้ว ผมได้อ่านคอมเมนต์ที่มาด่า ความเหนื่อยใจมันก็มีแหละแต่ผมรู้ว่าความจริงคืออะไรเดี๋ยวสุดท้ายก็คงหมดไปเอง ผมยอมรับครับว่าช่วงที่โดนปัญหาถาโถมเข้ามามันนานกว่าที่คิด (ยิ้ม)”

หากเจอปัญหาดราม่าอีกที่ไม่เฉพาะแค่เรื่องครอบครัว เราจะรับมือกับมันยังไง ?
“ถ้ามันเป็นเรื่องของผมที่เป็นเรืองอื่นนะ ยังไงผมต้องออกไปอธิบายอยู่แล้ว แต่หากเป็นเรื่องของครอบครัวผมว่ามันไม่เกี่ยวกับใคร อีกทั้งลูกยังต้องมารับเอฟเฟคอีก ยังไงผมก็จะไม่พูด ยิ่งผมออกไปพูดยิ่งเป็นการต่อยอดทำให้เรื่องมันใหญ่ขึ้นได้ ผมไม่อยากเสี่ยงเพราะการที่ทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่มันง่ายมากในโลกโซเชียล และหากมีโอกาสเสี่ยงแม้แต่นิดเดียวที่ลูกต้องมานั่งรับฟังผมว่ายังไงก็ไม่คุ้มค่า แต่ ณ วันนี้ผมว่าหลายคนคงเข้าใจอะไรมากขึ้นแล้วแหละ”

หากอนาคตลูกได้ย้อนกลับมาอ่านข่าวต่างๆ เราจะอธิบายว่ายังไง ?
“ผมว่าเขารู้ในบางส่วนอยู่แล้ว เขาโตขึ้นเขาจะรู้อยู่แล้วว่าอะไรคืออะไรโดยอัตโนมัติ ในช่วงวัยรุ่นก็คงเริ่มมีคำถาม เรื่องอะไรร้ายๆ เราต้องไม่บอกหรือปลูกฝังอะไร การที่จะอยู่ด้วยกันมันไม่ได้ง่ายเหมือนในนิทาน ผมว่าลูกคงเข้าใจ การที่เขาถามและอธิบายมันเป็นเรื่องที่ดี ในอนาคตอีกยี่สิบหรือสามสิบปีข้างหน้าก็ไม่รู้จะเป็นยังไง มันคงมีการเปลี่ยนแปลงแน่นอนอยู่แล้ว เราก็ต้องเตรียมให้เขารับมือไม่ใช่อยู่ในโลกเพ้อฝันหรือนิทาน”

กับความรักที่ผ่านมาเราค่อนข้างผิดหวัง แบบนี้จะทำให้เข็ดไปเลยไหม ?
“ผมคิดว่าชีวิตคือการเรียนรู้ ประสบการณ์ชีวิตจะต้องมีทั้งดีและไม่ดี มันแล้วแต่สถานการณ์ด้วย แต่หากเป็นคนมองโลกในมุมกว้าง สถานการณ์ที่ดีก็จะมีเรื่องร้ายแฝงอยู่ ในทางกลับกันสถานการณ์ที่เลวร้ายมันก็แฝงเรื่องดีไว้ มันไม่มีอะไรที่จะเป็นอย่างเดียว 100 เปอร์เซ็นต์ ทุกอย่างมันอยู่ที่มุมมองว่าเราจะเห็นมันหรือใหม่ อย่างสถานการณ์ของผมที่เกิดขึ้นมันมี 2 อย่าง ข้อดีที่มีมาคือลูกทั้ง 2 คนน่ารักมาก ฉลาด หัวไว และสุดยอด (ยิ้ม) เอาใจผมไป 1000 เปอร์เซ็นต์เลย”

“ผมว่าทุกอย่างมันคือบทเรียน สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ว่าจะเจอเรื่องแย่แค่ไหนก็ต้องให้เป็นบทเรียนและจำมัน เราจะได้ไม่ทำอะไรที่ซ้ำซากอีกที เราต้องเรียนรู้และเอาไปทำอะไรที่ดีขึ้น”

ชีวิตเมื่อสิบปีที่แล้ว กับตอนนี้ที่เป็นคนคุณพ่อลูกสอง ต่างกันมากไหม ?
“ต่างแน่นอนครับ จริงๆ แล้วผมอยากจะมีครอบครัวตั้งแต่ผมยังอายุน้อยๆ อยู่เลย ประมาณยี่สิบกว่าๆ พ่อแม่ผมหย่ากันตั้งแต่ผมยังเด็กอายุได้ 7-8 ขวบ ซึ่งท่านก็จากกันด้วยดี ผมก็สลับไปมา ตอนนั้นผมเลยมีความรู้สึกว่าหากพ่อแม่ได้อยู่ด้วยกันคงจะเป็นเรื่องที่ดีนะ พอผมโตมาอายุยี่สิบกว่าก็อยากจะมีครอบครัวแล้วนะ ผมก็รอมานาน อยากจะมีครอบครัวที่ไม่มีปัญหาและไม่ต้องมาหย่ากันแบบนี้ ซึ่งต้องรอให้ถูกคนและรอให้ทุกอย่างมันลงล็อคแต่ก็ไม่รู้จะวัดจากอะไร”

“สถิติทั่วโลกคือเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ที่แต่งงานแล้วต้องหย่าถ้าเป็นฝรั่งนะ บางคนแต่งงาน 4-5 ครั้ง ซึ่งมันก็ไม่ใช่ความสมบูรณ์ที่ผมตามหา แต่ถ้าหากผมไม่มีครอบครัวสักที ผมก็จะไม่มีลูกเลย พอถึงจุดหนึ่งที่ผมคิดว่าผมพร้อมและเราก็เข้ากันได้ดี ผมเลยตัดสินใจลองดู”

“ตอนนี้ทุกอย่างเหมือนเราไหลตามน้ำไป ไม่มีเส้นตรงหรอก จะต้องโค้งไปมา ไม่สามรถปาดข้ามน้ำได้ เราต้องไปตามน้ำ แต่พอมาถึงจุดนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือลูก ถึงแม้ตอนนี้ผมอาจจะไม่ได้อยู่กับลูกทุกวันแต่หากวันไหนที่ผมว่างก็จะรีบไปหา เพราะเรามีการตกลงกันว่าจะสามารถช่วยดูแลลูกยังไงได้บ้าง ถ้าคิดในแง่ลบก็เครียดนะ แต่ถ้าคิดในแง่บวกช่วงที่ผมไม่อยู่กับลูกผมต้องขยันทำงานให้เต็มที่เพื่อจะสร้างอนาคตที่ดีที่สุดให้กับลูก แต่ช่วงที่อยู่กับลูกก็จะเต็มที่ จะไม่รับงานเลย ซึ่งมันเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ลูกได้ในตอนนี้”

No comments.